Paint and Play ไม่ได้เริ่มต้นจากแผนธุรกิจที่สวยหรู แต่จุดประกายขึ้นจาก "ความวิตกกังวล" ในฐานะคนเป็นพ่อแม่และผู้ปกครองที่เฝ้ามองลูกหลานของตัวเองเติบโตขึ้นท่ามกลางโลกดิจิทัล เราเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าหวั่นใจ เด็ก ๆ เริ่มสูญเสียสมาธิ จดจ่อกับสิ่งรอบตัวได้สั้นลง และเมื่อถูกดึงออกจากหน้าจอ อารมณ์ที่เคยสดใสก็แปรปรวนและหงุดหงิดง่ายอย่างเห็นได้ชัด คำถามใหญ่ในใจผมวันนั้นคือ "เราจะทำอย่างไรให้เด็กมีสมาธิ และมีความสุขที่แท้จริง"
จากความกังวลนั้น ผนวกกับความเชื่อที่ว่า "ศิลปะมีพลังในการเยียวยา" เราจึงเริ่มต้นศึกษาและทดลองใช้กิจกรรมศิลปะและการลงมือทำ เป็นเครื่องมือดึงเด็ก ๆ ออกจากโลกเสมือนจริง ซึ่งเราพบว่า เมื่อเด็ก ๆ ได้จับพู่กัน ได้สัมผัสเนื้อสี ได้ระบาย แต่งแต้มจินตนาการลงบนเฟรมผ้าใบ ศิลปะช่วยให้พวกเขาค่อย ๆ นิ่งขึ้น มีสมาธิจดจ่ออยู่กับปัจจุบันได้นานขึ้น อารมณ์ที่เคยร้อนรนกลับถูกกล่อมเกลาให้อ่อนโยนและสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ เราไม่ได้มองศิลปะเป็นเพียงแค่ความสวยงาม หรือกิจกรรมค่าเวลาของพ่อแม่ แต่เรามองว่ามันคือ "ทางออก" ของปัญหาพฤติกรรมในเด็กยุคดิจิทัล
จากห้องเรียนเล็ก ๆ ที่เปิดขึ้นด้วยความรักและความห่วงใย ได้กลายเป็น "เซฟโซน" แห่งความสุขของหลาย ๆ ครอบครัว เราดีใจที่ได้เห็นแววตาที่เป็นประกายของเด็ก ๆ เมื่อพวกเขาทำชิ้นงานสำเร็จ และเห็นรอยยิ้มแห่งความโล่งใจจากคุณพ่อคุณแม่ที่ได้เห็นลูก ๆ กลับมาสดใสและมีสมาธิอีกครั้ง
จุดเด่นของ Paint n Play คือ หลักสูตรศิลปะวาดรูปที่มีรูปแบบการสอนที่เน้นให้เด็ก ๆ ได้ลงมือทำเองเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องได้ผลงานที่สวยงามหรือเสมือนจริง ทั้งนี้เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ใช้จินตนาการและพัฒนาความรู้ด้านศิลปะด้วยตัวเอง โดยมีคุณครูคอยให้คำแนะนำ ซึ่งบทเรียนจะเริ่มตั้งแต่การใช้สี การลงน้ำหนัก ลงลายเส้น ฯลฯ ในภาพต่าง ๆ จนเกิดเป็นภาพผลงาน
ด้วยจุดเด่นข้างต้น ทำให้ Paint n Play มีกระแสตอบรับที่ดี และได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มผู้ปกครองที่พาบุตรหลานมาเรียน โดยในปัจจุบัน Paint n Play ได้ทำการขยายสาขา ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น ๆ รวมทั้งหมด 6 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ ชลบุรี และอยุธยา